หลายครั้งหลายหน ทั้งในบอร์ดและบล็อกส่วนตัว ที่จะมีคนมาโอดครวญว่าเนื้อหาในบล็อกตนนั้นถูกก๊อปไปทั้งดุ้น ก็คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ค่อยได้ไปรุมประณามกับเขาหรอก จนกระทั่งเมื่อราว ๆ อาทิตย์ก่อน... ผมก็ไปเจอ...

อะไรนั่น? ภูเขา? ไม่ใช่! ดอกไม้? ไม่เกี่ยว! ตัวเขียว ๆ นั่น นินคุงนี่หว่า!!!

ก็โดนเอาไปทั้งหน้าเลยครับ แถมไม่มีการแก้ลิ้งค์และภาพใด ๆ ทุกอย่างยังคงชี้กลับมาที่ต้นฉบับ เขาทำทำไม? หลังจากตรวจสอบแล้วเขาก็แค่... อยากเอาเก็บไว้อ่านคนเดียวเท่านั้น! ทำไมผมถึงคิดว่าอย่างงั้น? 1. เขาเป็นมือใหม่ทำเว็บสุด ๆ ครับ ใหม่ขนาดเอาบทความที่น่าจะเป็นข่าวไปไว้ที่หน้า "รวมรูปภาพ" คุณถึงได้เห็นภาพดอกไม้อยู่ข้างบนบทความผมอีกที 2. เขาตั้งชื่อบทความ (ทั้ง ๆ ที่มันมีชื่ออยู่แล้ว) ว่า "เขียนโปรแกรม V. 2008" ซึ่งไม่สื่อความหมายใด ๆ แสดงว่ากะเข้าใจคนเดียว อ่านคนเดียว จบข่าว!!

ไม่ต้องตามไปด่า ไม่ต้องตามไปประณาม คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่มาเป็นคนที่รู้แล้วไม่ทำผิดกันเถอะ!!!

  

มาใช้ Google Reader กัน

เจ้า Google Reader นี่เคยได้รางวัล "ของฟรี Award 2007" จากที่นี่ไปแล้ว หลายคนคงใช้อยู่แล้ว แต่ก็คงมีหลายคนที่ไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไร ใช้แล้วได้อะไร มา ๆ วันนี้ผมจะมาแนะนำสิ่งที่ทำให้การอ่านข่าวอ่านบล็อกใน Google Reader น่าสนใจกว่าที่คิด

ก่อนอื่นใครที่ยังไม่มีก็สมัครก่อนครับ เข้าไปเล้ยที่ : http://www.google.com/reader

หากใครมี Gmail อยู่แล้ว ใช้เบอร์ Gmail กับ Password ล็อกอินเข้าไปได้เลย ส่วนใครไม่มีก็สมัครเอาได้ที่หน้านั้นแหล่ะ (ท่องเว็บมาขนาดนี้คงทำเป็นกันนะ)

  
 

แล้ว Google Reader คืออะไรกันแน่? มันคือบริการอ่านข่าวจาก RSS หรือเรียกได้ว่าเป็น RSS Reader นั่นเอง ประโยชน์ของเจ้า RSS Reader ก็คือทำให้เรารับรู้เนื้อหาใหม่ ๆ ของเว็บนั้น ๆ โดยไม่ต้องเข้าไปดูเว็บต้นทาง เพียงเปิดเจ้า RSS Reader ขึ้นมามันก็จะประเคนหัวข้อใหม่ล่าสุดที่คุณยังไม่ได้อ่านให้คุณทันที ปกติเจ้า RSS Reader นี่มีทั้งแบบโปรแกรมที่ติดตั้งลงในเครื่อง (อย่าง Thunderbird ก็เป็น RSS Reader ได้ด้วยนะ) และแบบใช้ผ่านเว็บ บ้างก็เล็ก ๆ แบบโชว์แค่หัวข้อ แต่บางตัวจะโชว์เนื้อหาให้อ่านกันจะ ๆ เลย ซึ่ง Google Reader ก็เป็นอย่างหลังนี่ล่ะครับ

  
 

เมื่อคุณมีตัว Reader แล้ว ต่อไปก็ต้องหาตัวป้อนข่าวที่เรียกว่า RSS Feed มาป้อนให้มันครับ ซึ่งการนี้เราจะเรียกว่าการสมัครรับหรือ Subscribe นั่นเอง สำหรับ Google Reader เมื่อเข้าไปครั้งแรก ทาง Google Reader จะแนะนำ RSS Feed ของเว็บและบล็อกดัง ๆ ให้คุณเลือกตามชอบใจครับ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเอามาพูดในวันนี้ (จัดการกันเอง ตัวใครตัวมันนะ) จริง ๆ เรามีวิธียัดบล็อกหรือเว็บที่ชอบเข้าไปอ่านใน Google Reader ได้สะดวกง่ายดายกว่า ด้วย Firefox!! (อ่า...หมอนี่อีกแล้ว)

  1. ง่าย ๆ ครับ ก่อนอื่นเว็บหรือบล็อกนั้นต้องมี RSS Feed อยู่ก่อน โดยดูจากริมขวาของ Location bar (ไอ้ที่คุณกรอก www นั่นล่ะ) ไอ้สี่เหลี่ยมสีส้มมีรูปคลื่นอยู่ข้างในนั่นล่ะ


    เห็นแล้วจิ้มเลย!! (บางทีอาจมีเมนูมาให้เลือกก่อน ถ้าหน้านั้นมีหลาย Feed)

  2. เจ้า Firefox ตัวดีจะทำการพรีวิวเนื้อหาใน Feed ให้ดูก่อนครับ ซึ่งบางครั้ง Feed ก็แสดงแค่เนื้อหาย่อ ๆ หรือแค่ลิ้งค์ไปบทความ ซึ่งทำให้อ่านไม่สะดวก ไม่แนะนำเท่าไหร่ แต่ถ้าแสดงเป็นเนื้อหาเต็ม ๆ นี่ อ่าเหมาะ ๆ เอาเลย ๆ ก็เลือก Google ซะก่อนนะครับ แล้วกด Subscribe Now



  3. จากนั้นคุณอาจจะเจอหน้าที่ถามว่า จะเอาไว้ที่ Google Home Page หรือ Google Reader แหม่... ถามได้ ก็ Google Reader สิ

  4. ก็คงเสร็จแล้ว อย่าลืมจัดมันไปไว้ในโฟลเดอร์ที่เหมาะสมด้วย เพื่อความสะดวกของตัวคุณเอง

นอกจากอ่านแล้วทำอะไรได้?

นอกจากจะช่วยให้คุณได้ติดตามข่าวสารแบบรวดเร็วฉับไวทุกวันโดยไม่ต้องเข้าหลาย ๆ เว็บแล้ว หากเจอบทความที่ชอบคุณยังสามารถ "ติดดาว" เพื่อเก็บไว้อ่านทีหลัง หรือถ้าอยากให้เพื่อนอ่านก็สามารถ "Share" ได้ครับ

การติดดาว ทำได้โดยคลิกที่ Add star ดังภาพ (หรือจะจิ้มดาวที่หน้าหัวข้อก็ได้ไม่ต่างกัน) ส่วน Share ก็ตามภาพเช่นกัน จะเห็นว่ามี Share with note ด้วย อันนี้เพิ่งมาใหม่ครับ เอาไว้ทิ้งความเห็นของเราให้เพื่อนอ่านด้วย

  • สำหรับติดดาวนี่มันจะไปกองอยู่ที่เมนู Starred items ซึ่งมีรูปดาวอยู่ข้างท้ายชัดเจน
  • ส่วน Share จะไปอยู่ที่ Your stuff \ Shared items
  • คุณสามารถใช้ระบบ Search หาทุกอย่างใน Google Reader ได้ในภายหลัง (ก็ Google นี่หว่า)

เอ่อ... แล้วไอ้ที่เรา Share ไว้เนี่ย มันจะไปถึงเพื่อนเราได้ยังไง?

ก็.. มี 3 วิธีครับ...

  1. หากคุณมีรายชื่อเพื่อนอยู่ใน Google Talk หรือ Gmail Chat (ซึ่งมันก็อันเดียวกันแหล่ะ) และเพื่อนคนนั้นใช้ Google Reader เขาก็จะได้รับบทความที่เรากดแชร์ไว้โดยอัตโนมัติครับ (ช่างเป็นเงื่อนไขที่ยากเอาการ )



    โดยจะไปโผล่ที่ Friends' shared items ดังภาพข้างบน (แต่ในภาพยังไม่มีอะไรมา)

  2. อีกวิธีที่ค่อนข้างง่าย เพราะใคร ๆ ก็เข้ามาอ่านได้ คือลิ้งค์ที่จะพามายังหน้าแชร์บทความของเราครับ สามารถหามาได้โดยเข้าไปที่ Your stuff \ Shared items


    เหนือรายการที่เราแชร์ไว้ทั้งหมด คุณจะพบอะไรแบบภาพข้างบนนี้ (อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต) โดยทางซ้ายจะให้คุณเลือกรูปแบบของหน้าที่จะโชว์ ส่วนทางขวาก็จะเป็นคำอธิบายว่าคุณจะแชร์ทางไหนได้บ้าง หากต้องการ URL ที่จะไว้ให้คนอื่นดูรายการที่เราแชร์ก็คลิกที่ลิ้งค์ที่เขียนว่า at this web page จะเป็นการเปิดหน้าต่างโชว์หน้าดังกล่าว พร้อม URL ที่จะลิ้งค์มาอยู่ข้างบนตรงช่อง Address ของ browser



    ลองคลิกที่รูปข้างบนนี้ดูครับ จะเป็นตัวอย่างเนื้อหาที่ผมแชร์เอาไว้ (จะได้เห็นภาพ) สรุปแล้ววิธีนี้จะทำให้คุณมีหน้าข่าวส่วนตัวเอาไว้ให้เพื่อน ๆ ดูนั่นเอง และจากจุดตะกี้ มีตัวช่วยให้คุณอีกสองอย่าง คือส่ง Email บอกลิ้งค์ไปหาเพื่อน และ..

  3. จะเห็นอีกลิ้งค์นึงคือ Add a clip ซึ่งเป็น Code เอาไปแปะบล็อกครับ สามารถเลือกสีและรูปแบบได้ อันนี้ต้องลองดูเองครับ เอ้า ทำให้ดูก็ได้ จะมาเป็นงี้ครับ :



จบแล้วครับ หวังว่าคงได้วิธีเก็บบทความไว้อ่านส่วนตัว หรือแบ่งให้เพื่อนอ่านอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้อง Copy ของชาวบ้านมาแปะเว็บหรือบล็อกของตัวเองแล้วนะครับ หากไม่เข้าใจตรงไหน ถามมาเลยครับ เดี๋ยวทำ FAQ ให้อีกเอ็นทรี่นึงเลย


หา? อะไรนะ ไอ้บทความที่ต้องการมันไม่มี RSS Feed งั้นเรอะ? อย่างงี้ต้องใช้ Google Notebook ครับ (สามารถตัดแปะลงไปได้เลย และแชร์ได้ด้วย)


หากต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับ Google Reader มากกว่านี้ ลองอ่าน RSS Reader + Google Reader โดย เจ้าชายน้อย ดูอีกทางครับ เผื่อจะเข้าใจง่ายกว่า

 

ป.ล. เว็บที่ให้บริการแบบนี้ นอกจาก Google Reader แล้ว ยังมี Bloglines อีกนะ (แต่ทำอะไรได้บ้างนี่ ลองใช้กันดูเอง)

เพิ่งจบเรื่องหงุดหงิดไปเรื่องนึง มันมาอีกเรื่องแล้ว...

คราวนี้เกิดในเอ็นทรี่ "Real 11 ไม่เหมาะกับ Firefox" ที่ผมบอกว่ามันทำให้ Firefox กินแรมได้ถึง 400 MB (กินมากกว่าที่ผมใช้ปกติราว ๆ 2.66667 เท่า) และก็มีคนใจดีอีกแ้ล้ว... มาเสนอวิธีแก้ปัญหา โดยเอาลิ้งค์ที่เป็นผลการค้นหาใน google มาให้ มันคือผลของคำว่า Firefox Ultimate Optimizer โปรแกรมเคาะหัวหมาให้คายแรมไปลง Virtual Memory (หรือเรียกอีกอย่างว่า Swap File) นั่นเอง

แต่ผมก็ตอบไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่ยังพอค้าง ๆ อยู่ ทำนองว่า...

"มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะครับ และถ้าเรารู้ว่าอะไรทำให้แรมมันถูกใช้ไปแบบฮวบ ๆ แล้ว ทำไมเราไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุ?

มันก็ไม่ต่างจากโอ่งที่น้ำรั่ว แล้วแทนที่จะอุดรูรั่วนั้น ดันไปขุดสระมารองรับน้ำที่รั่วอีก sad smile

อ้อ แล้วถ้าไอ้เจ้า Firefox Ultimate Optimizer นั่นมันดีจริง คนคงใช้กันทั่วแล้วล่ะครับ แต่มันมีสิ่งที่คุณต้องแลกมาเพื่อให้แรมลด ลองไปหาอ่านจากลิ้งค์ยืด ๆ ยาว ๆ ของคุณดูนะครับ"

ต้องยอมรับว่าตอนตอบมีน้ำโหพอควรครับ คือมันหงุดหงิดหลาย ๆ เรื่องน่ะครับ (ผมไม่ใช่คนมี EQ สูงนักหรอกนะ) มาเจอคนโพสต์แบบไม่ใส่ชื่อ แต่เอาคำที่เกี่ยวกับคำตอบมาเป็นชื่อแทน แล้วมาทำเหมือนผมไม่รู้จักเจ้า Firefox Ultimate Optimizer นี่... แหม่... ก็เลยตอบไปแบบนั้นน่ะนะ ผมยอมรับว่าผิดจริง ถ้าเรื่องมันจบแค่นั้น..แต่ต่อมาเขาก็มาอีกแล้ว ตอบมันยาว ๆ 2 เม้นเลย (กลับไปอ่านดูเถอะ ผมยังไม่ลบหรอก ยกเว้นจะมีอะไรมากกว่านี้นะ) แล้วยังมาทำหน้าดุใส่อีก


สรุปเลยดีกว่า

  • สำหรับ Firefox Ultimate Optimizer นั้น โดยส่วนตัวผมไม่ชอบใช้โปรแกรมอะไรที่มันทำงานเหมือนไปแฮ็กระบบครับ แถมยังมีข่าวว่ามันเป็น Trojan ด้วย ถึงแม้จะมีคนออกมาแก้ต่างว่าการที่มันถูกพบเป็นไวรัสหรือ Trojan เป็นเรื่องเข้าใจผิดก็เถอะ แล้วโปรแกรมนี้ทำไมถึงต้องแจกจ่ายหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบของเถื่อนด้วย? ผมไม่เข้าใจ

  • การปรับแต่ง Firefox ทาง about:config เพื่อลดแรมที่เว็บต่าง ๆ เอาไปบอกต่อ ๆ กันนั้น ช่วยลดได้ไม่มากนักหรอกครับ เช่น การตั้งค่าเพื่อลดการใช้ Memory Cache นั้น (ค่า browser.cache.memory.capacity และ browser.cache.memory.enable) เอาเข้าจริงมันใช้ไม่ได้ผลเลย เพราะ Firefox จะใช้เกินค่า Max เป็นประจำอยู่แล้ว ลองเปิดเว็บที่รูปเยอะ ๆ แล้วเปิดแท็บใหม่ แล้วพิมพ์ about:cache ดู (กด Enter ด้วยครับ) จะพบว่า..



    เห็นมั้ยครับ Maximum storage size ขนาดแค่ 14 MB เท่านั้น แต่ถูกใช้ไปแล้วร่วม 50 เม็ก!!! (ถ้าเข้า Hi5 น่าจะเยอะกว่านี้อีก) จริง ๆ แก้ได้โดยการปิด Memory Cache ไปเลย แต่คุณมีปัญหากับเว็บที่มีภาพเยอะ ๆ แน่ ๆ

  • การปรับแต่งที่ได้ผลพอ ๆ กับไอ้เจ้า FUO (ขอย่อล่ะ) คือ config.trim_on_minimize หากตั้งให้เป็น Enable แล้วเมื่อเราย่อหน้าต่าง เจ้า Firefox จะคายแรมจนเกือบหมดตัวทีเดียว!! แต่มันอาจจะทำให้ Firefox อืดกว่าปกติหลังจากกลับมาใช้ครับ เพราะแรมที่มันคายออกมาก็ไปอยู่ที่ Swap File นั่นเอง คงไม่ต้องบอกนะว่า Harddisk กับ Ram ตัวจริงน่ะ อะไรเร็วกว่ากัน

  • อนาคตเรามีความหวังอีกอย่างที่ไม่ต้องใช้โปรแกรมภายนอกไปบังคับใครให้เสียเวลา นั่นก็คือ Extension นามว่า RAMBack extension มันจะทำให้คุณสามารถเคลียร์ Memory Cache ได้ทันที (สั่งด้วยตัวคุณเอง) แต่รู้สึกจะยังมีปัญหากับ Firefox 2.0 อยู่ครับ รอ 3.0 ออกมาจะเอามาแนะนำกันอีกที

  • การตั้งค่าเกี่ยวกับ Networks (เร่งความเร็วในการโหลดข้อมูล) เชื่อหรือไม่ว่าผมไม่สนเลย เพราะผมคิดว่าค่าที่เขาตั้งมามันมีจุดลงตัวของเขาอยู่แล้วครับ

  • และไม่ต้องพูดถึง FasterFox ผมว่ามันเป็นตัวกินแรมตัวดีตัวหนึ่งทีเดียว

เอาแค่นี้ดีกว่าครับ ผมง่วงนอนแล้ว แต่บอกไว้ก่อนครับว่า เอ็นทรี่นี้ผมไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อแนะนำโปรแกรมหรือเทคนิคใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นแค่ "การบ่น" เฉย ๆ ครับ สังเกตได้ว่าผมไม่เอามันเข้าหมวดหมู่ Software หรือ Technic รวมถึงผมใช้ Ordinary Soul แทนที่จะใช้ Fire Soul หรือ Technical Soul ด้วย

ดังนั้นผมไม่ได้หวังว่าผู้อ่านจะได้อะไรกลับไปนะครับ เพราะถ้าผมเขียนเพื่อแนะนำละก็ ผมเจาะลึกกว่านี้ อธิบายให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพกว่านี้ และทดลองให้แน่ใจกว่านี้ครับ

อย่างไรก็ดี... แถมลิ้งค์ให้ซะหน่อย

สุดท้ายแล้ว ต่อไปนี้ ผมยินดีตอบและถกเถียงทุกคนที่มีชื่อเป็นของตัวเองนะครับ ใครมาแบบไร้ชื่อ ผมจะเพิกเฉยแล้ว เผลอ ๆ ลบทิ้งไปเลยด้วย จริง ๆ การมีชื่อหรือตัวตนบนเน็ท จะช่วยให้ผมให้คำตอบได้ "ถูกคน" นะครับ

 

ป.ล. ช่วงนี้อาจจะยังไม่อัพบล็อกจนกว่าจะหายหงุดหงิดนะครับ เขียนเรื่องหงุดหงิดบ่อย ๆ เดี๋ยวคนอ่านจะพลอยหงุดหงิดไปด้วย

ต่อไปนี้เป็นการกำจัดเรื่องชวนหงุดหงิดเรื่องสุดท้ายที่จะบ่นให้ฟังกัน เรื่องที่ว่าผมมันแย่ มาแนะนำโปรแกรมแล้วก็โยนหน้าแรกของเว็บให้ ไม่ได้บอกเล้ยว่าโหลดตรงไหนติดตั้งยังไง มันต้องใช้อะไรบ้าง ผมมันแย่จริง ๆ ครับ

มาวันนี้ก็กะรวบยอดปัญหา "ติดตั้งไม่ได้" แบบว่าอ่านแล้วต้องติดตั้งให้ได้น่ะแหล่ะ ถ้ายังไม่ได้อีก ก็ช่างเถิด มันเป็นเวรเป็นกรรม เอาล่ะมาเริ่มกันเลยครับ ...

*หมายเหตุ : เอ็นทรี่นี้เน้นไปที่คนใช้ Windows เป็นหลัก และผู้เขียนใช้ Windows XP วิธีการต่าง ๆ บางอย่างจึงอาจใช้ได้เฉพาะใน XP เท่านั้น และขออภัยเหล่าสาวก Linux ไว้ล่วงหน้าที่อาจจะมีการล่วงเกิน จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 

1. เครื่องคุณน่ะพร้อมรึเปล่า?


"โอ้ย เครื่องผมน่ะจตุคอร์ แรมlnw เขียวนะ รับได้สบาย ๆ อยู่แล้ว" ... ไม่ครับไอ้เรื่องเครื่องแรงแรมฉิวมันเรื่องของการรันโปรแกรม แต่นี่เรากำลังพูดถึงการติดตั้งโปรแกรม (แม้จะมีตัวติดตั้งบางตัวเช็คสเป็คเครื่องก่อนยอมให้ติดตั้งก็ตาม แต่มันก็มีน้อยมาก ๆ และเป็นโปรแกรมฟอร์มใหญ่ ๆ ทั้งนั้น) อย่างแรกเลยที่เราต้องมาดูน่ะ ก็คือ OS หรือไอ้ที่พวกเราใช้ (เอ๊ะมีพวก Linux กะ Mac หลงมาอ่านเปล่าหว่า?) และรู้จักกันในชื่อ Windows

สมัยนี้โปรแกรมส่วนใหญ่ไม่รองรับ Win 3.x/9x/Me เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนที่ยังทนใช้อยู่เขาคงรู้ตัวดีกับเรื่องนี้ แต่รู้กันบ้างรึเปล่าว่าเดี๋ยวนี้โปรแกรมบางตัวมันไม่ได้มองแค่ 9x/2000/XP/Vista แล้ว แต่มันต้องการระดับ Service Pack !! เอาสรุปเลยดีกว่า อย่าง Paint.NET เนี่ย ถ้าไม่ได้ใช้ Win XP ServicePack 2 (ย่อ ๆ ว่า SP2) ขึ้นไปละก็... อย่าหวังเลยครับ

เรื่องง่าย ๆ ว่าซอฟต์แวร์ตัวนั้นต้องการอะไรบ้าง ก็ลองมองหาหัวข้อ System Requirements ในเว็บของโปรแกรมนั้น ๆ ดูครับ (บ้างก็อยู่ในหน้าดาวน์โหลดเลย) จะบอกความต้องการของซอฟต์แวร์ตัวนั้นอย่างครบถ้วน ดังภาพข้างล่าง

 

Paint.NET System Requirements



เห็นมั้ยครับ ระบุเวอร์ชั่นของ Windows ไว้ชัด ๆ อ่า.. และในตัวอย่างนี้ก็มีอีกอย่างติดมาด้วย เห็นมั้ยครับ ไอ้บรรทัดที่เขียนว่า .NET Framework 2.0 นั่นล่ะ มันคืออะไร? ไม่จำเป็นต้องอธิบายครับ (ไม่ได้กั๊ก แต่เดี๋ยวจะยาวยืด) รู้แต่ว่ามัน ต้องใช้ ก็พอ ก็ต้องไปโหลดมาติดตั้งเตรียมไว้ก่อนครับ โดยมากหากซอฟต์แวร์นั้น ๆ ต้องการส่วนประกอบอะไรพิเศษเพิ่มเติม ก็จะระบุพร้อมทำลิ้งค์ไปดาวน์โหลดไว้ให้อยู่แล้วครับ

จบจากเรื่องทางซอฟต์แวร์ จริง ๆ ก็มีความต้องการทางฮาร์ดแวร์ที่คุณต้องเตรียมไว้ นั่นก็คือพื้นที่ฮาร์ดดิสก์... ไม่ใช่ว่าเขาระบุไว้ 100 คุณก็เหลือ 100 ให้เป๊ะ ๆ นะ ต้องเผื่อหลาย ๆ อย่างครับ โดยเฉพาะตอนคิดตั้งต้องมีที่ไว้พักไฟล์ชั่วคราวขณะติดตั้งด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไดร์ฟ C: ที่ลง Windows ไว้นั่น พยายามให้มีที่เหลือไว้หน่อยนะ เพราะถึงแม้คุณจะพยายามลงโปรแกรมไว้ที่ไดร์ฟอื่น แต่มันก็จะใช้ C: นี่ล่ะเป็นที่พักไฟล์ หรือบางทีอาจจะมีส่วนประกอบที่จำเป็นต้องติดตั้งไว้ที่ C: ก็ได้

จบข้อที่ 1 ... อ่านดูแล้วเหมือนว่า "เอ๊ะนี่มันเรื่องของการรันโปรแกรมแล้ว ไม่ใช่ติดตั้งซะหน่อย" คือผมอยากบอกว่า ถ้าเครื่องยังไม่พร้อมอย่าเพิ่งเสียเวลาไปโหลดมาติดเลย

 

 

2. โหลดถูกที่รึเปล่า?

ลั่ก!!! "โอ๊ย ชกหน้าผมทำไม?" นินคุงพูดหลังจากถูกชกลงไปกองกับพื้น

"เมิงนึกว่าตรูโง่นักรึ? แค่โหลดตรงไหน ข้านั้นหาด้วยตัวข้าเองได้"

"เอ่อ... งั้นคุณก็ข้ามไปอ่านข้อ 3 เลยครับ... " นินคุงตอบขณะเลือดเต็มปาก

เรื่องที่ผมเซ็งเป็ด จนไม่รู้จะพูดยังไงก็คือเรื่องนี้ครับ โหลดตรงไหน ทำไมโหลดไม่ได้ หรือโหลดมาแล้วไม่เห็นรันได้เลย อืมม์ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลก OpenSource โดยแท้ครับ

ซอฟต์แวร์แบบ OpenSource โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดมาจากฝั่ง Linux แรกเริ่มนี่เขาไม่ค่อยง้อผู้ใช้ครับ เอ่อ จริง ๆ ไม่ใช่ไม่ง้อ แต่เหล่าผู้พัฒนาเขาเอ่อ... แบบว่าสูญเสียจิตใจของ User ไปแล้ว... เลยไม่เข้าใจว่า ง่าย ๆ น่ะ มันเป็นยังไง เว็บที่ให้ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์พวกนี้จึง... เข้าใจยากไปด้วย (แต่ปัจจุบันหลายโปรแกรมก็ปรับตัวไปเยอะแล้วนะ เช่น Firefox ของพวกเราไง!!)

อีกกรณีนึงก็คือ ซอฟต์แวร์ตัวนั้นมันเกิดที่ Linux โตที่ Linux เลยให้ความสำคัญกับ Linux มาก่อน เช่น Gimp เป็นต้น เมื่อคุณคลิกปุ่ม Download ตัวเป้งที่หน้าแรกของเว็บ Gimp คุณจึงไปเจอ Source (Code) สำหรับเอาไปคอมไพล์เพื่อรันใน Linux แทน... แถมเผลอ ๆ ยังต้องคลิกเข้าโฟลเดอร์ใน FTP หลายชั้นกว่าจะหาที่โหลดได้ พาลจะมึนตายซะก่อน

 

ปุ่ม Download ที่หน้าแรกของเว็บ Gimp



สำหรับชาว Windows เราไปดาวน์โหลดโปรแกรมพวกนี้ต้องมองหาคำว่า Download และตามด้วย Windows ให้ได้ซะก่อน!!!

ลิ้งค์ไปหน้าดาวน์โหลด Gimp สำหรับ Windows


สำหรับ Gimp เขาเอาไว้หน้าแรกเลย แต่อยู่ข้างล่างตัวเล็ก ๆ (ดังภาพ) แต่ที่อื่นอาจไปกองกันอยู่ที่หน้าดาวน์โหลดเลยนะครับ เมื่อคลิกเข้าไปคุณก็ต้องหาอีกครับว่า ที่โหลดตัวติดตั้ง (Installer) อยู่ที่ไหน มันอาจจะเขียนว่า Installer เลย (แบบ Gimp) บางที่อาจจะเขียน Windows Installer หรือไม่ก็ Windows - .exe Installer บางที่อาจจะมีแบบ Zip ให้เลือกด้วย แต่ถ้าเป็นไปได้หาแบบที่เป็นตัวติดตั้งดีกว่าครับ สำหรับมือใหม่
  • ถ้าหากพบว่ามันมีหลายเวอร์ชั่นให้เลือกจัด ให้มองหารุ่นที่มีคำว่า Stable ไว้ครับ
  • โดยมากโปรแกรมแบบ OpenSource จะส่งเราไปโหลดที่เว็บ SourceForge ซึ่งอาจจะมีปัญหากับ Download Manager บางตัว (คือแทนที่จะโหลดไฟล์ ดันไปโหลดไอ้หน้าเว็บที่ให้ดาวน์โหลดน่ะแหล่ะ) ตอนมันขึ้นมาถามครั้งแรกให้ Cancel ไปก่อน แล้วมองหาคำว่า...

    Your download should begin shortly. If you are experiencing problems with the download please use this direct link.

    แล้วคลิกโหลดตรงคำว่า this direct link. แทน แล้วดาวน์โหลดตามปกติ
  • ตรวจสอบขนาดไฟล์ให้ดี เอาให้แน่ใจว่าไฟล์ที่โหลดมามันสมบูรณ์ดี (ถ้าใช้โปรแกรมพวก download Manager ช่วยจะแน่นอนกว่าโหลดด้วย Browser ตรง ๆ) ไม่งั้นอย่าได้โวยว่าทำไมติดตั้งไม่ได้ (มีวิธีตรวจสอบที่ชัวร์ แต่ยาว... ขอข้าม)

3. Windows Installer พังรึเปล่า?

คุณใช่มั้ย? ที่ติดตั้งโปรแกรมไอ้นั่นไอ้นี่ไม่ได้เป็นจำนวนมาก ทำไมติดตั้งไม่ได้หลายตัวมาก ทำไมกัน? นั่นอาจเป็นเพราะ... Windows Installer เสียก็ได้นะ

แล้วเจ้า Windows Installer คืออะไร? คือ... มันคือ... เอ่อแบบว่า สมมุติว่ามีช่างคนหนึ่ง รับอาสาติดตั้งสารพัดสิ่ง เวลาไปติดตั้งอะไรก็ต้องลากเครื่องมือสำหรับติดตั้งไปกับตัวด้วย ท่าจะหนักนะ ไม่เหนื่อยรึไง แต่ถ้ามีบริการ "เครื่องมือติดตั้งเดลิเวอรี่" ล่ะ เขาก็เดินตัวเปล่าไปที่ที่จ้างเขาติดตั้ง โทรเรียกเครื่องมือ จบ. เจ้า Windows Installer ก็ประมาณ "เครื่องมือติดตั้งเดลิเวอรี่" นี้ (ล่ะมั้ง)

ช่างมันเหอะ เอาเป็นว่าถ้าไอ้บริการ "เครื่องมือติดตั้งเดลิเวอรี่" มันไม่เปิดให้บริการขึ้นมา ไอ้ช่างเดินตัวเปล่านี่ก็ไปติดตั้งอะไรให้ใครเขาไม่ได้ เช่นเดียวกัน ถ้า Windows Installer พัง ไอ้ตัวติดตั้งที่เรียกใช้บริการ Windows Installer ก็ติดตั้งให้คุณไม่ได้เช่นกัน...

แล้วจะทำยังไง? ก็...ลองไปเอาเจ้า Windows Installer มาติดตั้งใหม่

โหลดตัวดังภาพ


ปุ่มที่ใช้กดดาวน์โหลดอยู่ข้างล่างลงไปหน่อย โหลดตัวล่างสุด ตัวใหญ่สุด นั่นล่ะ (ดังภาพ) เมื่อโหลดมาแล้วก็ลองติดตั้งมันลงไป แล้วลองติดตั้งโปรแกรมที่มีปัญหานั่นดูใหม่... อะไรนะ ยังไงก็ติดไม่ได้งั้นหรือ อืมม์... ก็มีอีกวิธีครับ... คือใช้โปรแกรม Dial-a-fix ช่วยซ่อม

ดาวน์โหลดได้ที่ http://wiki.djlizard.net/Dial-a-fix ใครขี้เกียจหาว่าอยู่ตรงไหนก็ คลิกที่นี่ แล้วโหลดไอ้ตัวที่เขาวงเล็บโต ๆ ว่า (RECOMMENDED) จากนั้น UnZip ซะ (ทำเป็นนะ?) แล้วเปิดโปรแกรม Dial-a-fix.exe ขึ้นมา...

 

Fix Windows Installer ใน Dial-a-fix



ตามภาพ กาถูกที่ Fix Windows Installer (แล้วไอ้ 4 อันนั่นจะถูกกาไปด้วยเอง) จากนั้นกดปุ่ม Go ข้างล่าง... ถ้าสำเร็จคุณน่าจะติดตั้งได้แล้วนะครับ (ผมยังไม่เคยลองเพราะมันยังไม่เคยเสีย)

แต่โปรดรู้ไว้ว่า
ไม่ใช่ตัวติดตั้งทุกตัวที่ใช้บริการ Windows Installer บางเจ้าก็พกเครื่องมือมาเอง ดังนั้นวิธีนี้ก็อาจแก้ให้ Windows Installer กลับมาทำงานได้ แต่อาจไม่สามารถแก้ให้ตัวติดตั้งของโปรแกรมบางตัวกลับมาทำงานได้ก็ได้

 

 

4. คุณไม่ได้ใช้คอมพ์เครื่องนั้นคนเดียว

ข้อนี้ผมเจอกับตัว... เพราะผมนั่นเองที่เป็นคนทำให้พี่ผมติดตั้งโปรแกรมใด ๆ ไม่ได้!

เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ถ้าคุณไม่ใช่ผู้มีอำนาจสูงสุดในคอมพ์เครื่องนั้น อาจเป็นพี่ชาย น้องชาย น้องสาว ที่ครอบครองคอมพ์เครื่องนั้น หรือคุณกำลังใช้คอมพ์ของโรงเรียน มหาวิทยาลัย ร้านเน็ท จนถึงบริษัท และคุณไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ดูแลสุขภาพของคอมพ์ที่นั่น คุณเป็นเพียงแค่คนมาขอเขาใช้เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่คุณทำให้เครื่องเขามีปัญหาบ่อย ๆ คุณอาจจะได้เจอ.... การได้ใช้ Limited Account

เหตุนี้สามารถเกิดขึ้นได้แน่ ถ้าคุณไม่ได้ลง Windows เอง และเครื่องที่คุณใช้มีการแบ่ง Account ใคร Account มัน (ข้อดีชัด ๆ คือไม่ต้องผลัดกันเลือก Wallpaper ที่ชอบขึ้นมาวันละแบบ
) หากได้เป็น Limited Account จะทำให้มีขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างสมชื่อ และหนึ่งในนั้นก็คือการติดตั้งโปรแกรมนั่นเอง!!

จะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็น Limited Account ? ... อืมม์ ลองเข้า My Computer แล้ว.. ถ้าคุณไม่เห็นโฟลเดอร์ Documents ของคนอื่น นอกจากของคุณเอง (ทั้ง ๆ ที่เครื่องนั้นมีหลาย Account) นั่นล่ะ..อาจจะใช่ อ้อ ยกเว้นของคนชื่อ Shared คุณจะเห็นเสมอ (เอ๊ะ อะไรนะ นั่นไม่ใช่ชื่อคนรึ?)

แก้ยังไง? ไปขอผู้มีอำนาจสูงสุด ช่วยลงโปรแกรมนี่ให้หน่อย อย่าไปพยายามแฮคเขา เดี๋ยวมีเรื่อง หรือ... ลองหาโปรแกรมแบบ Portable หรือไอ้โปรแกรมแบบไม่ต้องติดตั้งรันได้เลยมาใช้ดูครับ มีมากมายที่ portableapps.com ฟรี ๆ ทั้งนั้น (โปรแกรมของที่นี่จะมาเป็นตัวติดตั้ง แต่อย่างงครับมันแค่เป็นตัวช่วย Copy ลงที่ ๆ ต้องการเท่านั้น) หากในเครื่องลงไม่ได้ก็เอาใส่ FlashDrive ซะ! (ยุคนี้ใคร ๆ ก็มีประจำตัวหมด แต่เชื่อมั้ย ผมไม่มี)

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Limited Account : ถึงจะลงโปรแกรมไม่ได้ แต่ก็ยังอุตส่าห์ติดไวรัสได้... ยอดจริง ๆ

 

5. วินโดวส์พัง ไวรัสแน่แท้... ไม่ก็.. ผีหลอก!!!

อ่านมา 4 ข้อ ลองทำตามแล้วยังไงก็ไม่ได้ ก็เดาได้ เครื่องคุณอาจได้รับความกระทบกระเทือบทางสมอง เอ่อ แบบว่า Harddisk อาจจะมี Bad ที่เขาพูดกันนั่นแล แล้วอาจไป Bad ที่สำคัญ ๆ อย่าง Registry ซึ่งเป็นอะไรที่สำคัญมาก ๆ เพราะ Windows เก็บข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้ที่นั่น!!! ถ้าพังก็ Format ลงใหม่ล่ะมั้ง

หรือเจอไวรัส ก็อาจจะเป็นได้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณรันโปรแกรมจำนวนมากไม่ขึ้น รวมถึงรันตัวติดตั้งแล้วไม่มี error อะไรขึ้นมาเลย เงียบไปเฉย ๆ พวกนี้โดนไวรัสขโมยซีนไปหมดแล้วล่ะครับ คือพอ Windows เรียกโปรแกรมพวกนี้ขึ้นมา ไอ้ไวรัสมันกลับอุดหูโปรแกรม แล้วเสนอหน้าวิ่งขึ้นไปหา Windows ซะเองน่ะครับ เรื่องแบบนี้จะแก้ยังไงก็เกินขอบเขตของบทความนี้ซะแล้วล่ะ...

สุดท้าย ถ้าคุณแน่ใจว่าไม่มีอะไรพัง ไวรัสก็ไม่ได้ติด ผีหลอกครับ ผีมันมาบังเอาไว้ ทำบุญกรวดน้ำไปให้เขาครับ



แถมท้าย

หากคุณติดตั้งไม่ได้เพราะมีข้อความเตือนขึ้นมา แล้วมันก็ปิดไป แล้วคุณก็ยอมแพ้สรุปว่า "เฮ้อ~ ติดตั้งไม่ได้ซะแระ" อันนี้มีถีบครับ พยายามอ่านซะหน่อยนะว่ามันขึ้นมาบอกอะไร ถ้าไม่รู้ความหมายจริง ๆ ก็จับภาพหน้าต่างข้อความเตือนนั่นไปให้คนเก่ง ๆ เขาดูครับ ไม่ใช่ไปบอกว่า "ติดตั้งไม่ได้" แบบเปล่า ๆ อันนี้ช่วยไม่ได้นะ อะไรนะ? กลัวจดผิด เวลามีข้อความเตือน error ขึ้นมา ลองกด Ctrl + C ดูครับ จะเป็นการ Copy ข้อความนั้นเอาไว้ จากนั้นคุณจะเอาไป Paste ที่ไหนก็ได้ (แต่ไม่ใช่ว่าทำได้ทุกโปรแกรมหรอกนะ ยังไงก็ลองดูก่อน) ตัวอย่างก็เช่น...

---------------------------
Notepad
---------------------------
The text in the Untitled file has changed.

Do you want to save the changes?
---------------------------
Yes No Cancel
---------------------------


อันนี้ผมกด Ctrl + C มาจากโปรแกรมอะไร รู้มั้ย (มันมาทั้งแถบแบบนี้แหล่ะ)

เอาล่ะหมดเรื่องหงุดหงิดไปอีกอย่างแล้ว... แต่เหนื่อยจังแฮะ.. สงสัยเป็นกรรมครับ คือเมื่อ 3 - 4 ปีก่อนผมเคยขำก๊ากกับหนังสือเล่มหนึ่ง มันเป็นหนังสือที่สอน ติดตั้ง โปรแกรมต่าง ๆ ... คือทั้งเล่มแบบว่า Next Next Next ... Finish นั่นล่ะทั้งเล่มเลย ถึงไอ้เอ็นทรี่นี้จะไม่ได้เขียนเรื่องเดียวกัน แต่มันก็คงเป็นกรรมน่ะแหล่ะ

ยังไงก็คิดว่าคงมีประโยชน์กับคน(หลงมา)อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ หวังว่าคงไม่ไปตายที่...

I accept the agreement ในตัวติดตั้ง

นี่นะ

 

ป.ล. เวลาผ่านไป ลิ้งค์ในบทความนี้อาจจะใช้ไม่ได้ ให้คุณเอาชื่อโปรแกรมในบทความไปบอก Google เดี๋ยวก็เจอเอง

NinkungZ View my profile

View My Stats