Life

หลังจากคราวก่อนพูดถึงจอที่ส่งซ่อมไป เมื่อวันเสาร์ก็ไปรับจอคืนมาแล้วครับ  หลังจากยื่นเอกสารเรียบร้อย ไม่นานนัก พนักงานก็ยกกล่องใส่จอออกมาให้ แต่ไร้วี่แววถุงยักษ์ที่ใส่จอมา  ไอ้เราก็คิดว่า "ตูว่าแล้วถุงต้องหาย" ที่ไหนได้ เขาพับถุงเรียบร้อยใส่ไว้ในกล่อง แถมตอนจะกลับยังช่วยยัดกล่องจอใส่ถุงนั่นให้ด้วย  ไอ้ที่ผิดหวังก็มีตรงที่เขาเล่นถอดขาตั้งจอที่ใส่โคตรยากนั่นออกให้ด้วย (มันยากจนจอรุ่นหลัง ๆ ใส่ไอ้ขานี่มาให้จากโรงงานเลย)  ต้องเอาไปใส่ใหม่อีก เฮ้อ

 

ตอนแรกว่าจะกลับมาติดตั้งจอกลับเข้าที่เลย แต่เพราะดันต้องไปงานอื่นต่อตอนค่ำ ก็เลยเกิดกังวลขึ้นมา (ช่วงนี้รู้สึกดวงตกด้วย) จึงเอาจอขังไว้ในห้องที่ไม่เคยล็อคมาก่อน และเพราะไม่เคยล็อค ที่ลูกบิดจึงมีกุญแจของมันเสียบคาไว้ตลอด ทำให้วางใจว่ามันต้องเป็นของประตูนี้แน่ ๆ แต่ที่ไหนได้ พอจะเปิดประตูเข้าไปเอาของเท่านั้นแหล่ะ....ไม่ใช่นี่หว่า!!!

 

ใครวางยาไว้ฟระ!! (ก็ตูนี่แหล่ะ ) แล้วกุญแจตัวจริงมันอยู่ไหน? เอาไว้ในจานเคลือบครับ  แล้วจานเคลือบนั่นอยู่ไหน? อยู่ในห้องนั่นแหล่ะ..............................

 

และในที่สุดเรื่องก็จบลงในสภาพนี้...

 

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.. ดวงมันจะเสีย(ตังค์) มันก็ต้องเสีย(ตังค์ซื้อลูกบิดใหม่)

 

 

ป.ล. ขาตั้งจอพอใส่ครั้งที่สองมันใส่ง่ายกว่าเดิมเยอะเลย 

 

ชีวิตกับจอวาย

posted on 23 Oct 2009 12:35 by ninkungz  in Life

ช่วงนี้มันจะอะไรกันหนักกันหนาก็ไม่รู้ กลางวันก็ฟ้าร้อง ตกดึกฝนก็กระหน่ำ แทบไม่มีเวลาให้หายใจหายคอกันเลย  อากาศก็เริ่มหนาวนิด ๆ อีกต่างหาก ระวังสุขภาพกันให้ดีเน้อ

 

ด้วยเหตุที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ จอ LCD ที่ผมใช้อยู่ก็เกิดอาการป่วยขึ้นมา (เกี่ยวกับอากาศเรอะ ) เป็นอาการยอดฮิตเสียด้วย คือเปิดจอมาแล้วภาพไม่ขึ้นต้องรอราว ๆ 10 วิ - 1 นาที มันถึงจะมา โดนระหว่างนั้นไฟ power จะกระพริบอย่างบ้าคลั่ง และจะได้ยินเสียงวี้ ๆ เข้ากับจังหวะไฟ

หลังจากไปค้นหาผู้ประสบเคราะห์กรรมเดียวกัน ก็ได้คำตอบว่า "C (ตัวเก็บประจุ) มันบวม" 

แน่นอนว่าถ้ายังอยู่ในประกันก็ส่งซ่อมเถิด โชคดีที่ศูนย์ซัมซุงอยู่ไม่ไกล พอกลับจากงานมหกรรมหนังสือเมื่อวันอังคาร (คราวนี้ไม่ต้องรายงาน เพราะการ์ตูนล้วน ) ก็แพ็คจอใส่กล่อง แล้วเอาใส่ถุงที่ซื้อจากโลตัสอีกที (ถุงใหญ่มาก ใหญ่จนไม่รู้จะเอาไปใส่อะไร แต่ดันใส่กล่องจอได้พอดีเด๊ะ )

ศูนย์ซัมซุงที่พระราม 2 อยู่ไม่ไกล แต่ไม่มีที่กลับรถ เลยต้องอ้อมซะไกล ในที่สุดก็ไปถึง  ใช้เวลาไม่นานก็ส่งมอบสำเร็จ... โดยต้องใช้เวลาซ่อม 2 - 3 วัน

 

ระหว่างรอจอซ่อมเสร็จ ก็ไปหาจอสำรองมาใช้ (จริง ๆ ก็คือซื้อนั่นล่ะ) ก็ไปหาที่คาร์ฟู (เอาสะดวกคนจ่าย) ได้ดีสุดมาแค่นี้
 

  
จอ Samsung SyncMaster 933SNPlus เป็นจอวาย (Wide) 18.5 นิ้ว มีแต่พอร์ต D-Sub ไม่มีพอร์ต DVI ความละเอียดสูงสุด 1360 x 768  สัดส่วน 16:9 (ไว้ดูหนังโดยเฉพาะ) มันก็ด้อยกว่าจอเก่าอยู่หลายขุมล่ะ แต่จอฉุกเฉินราคาไม่แพงมากได้เท่านี้ก็บุญแล้ว แรก ๆ รู้สึกอึดอัดกับความแคบสุด ๆ แต่ตอนนี้ชักติดใจความกว้างของมันแล้ว (เอ๊ะยังไง)

 

ปกติการต่อจอ LCD กับพอร์ต D-Sub จะมีเครื่องช่วยคือปุ่ม Auto ที่ช่วยปรับภาพให้พอดีจอ (ใช่มะ?) ซึ่งผมก็กดทันทีเลย ผล... ภาพล้นจอไม่มีชิ้นดี (Task bar หายไปครึ่ง) ทางแก้คือเข้าเมนูไปรีเซ็ทจอใหม่ ซึ่งก็ต้องปรับตำแหน่งภาพอีกนิด กับจูนสีใหม่หมด และระหว่างการจูนสีอย่างยากลำบากถ้าเผลอไปโดนปุ่ม Auto นรกนี่เข้า ก็ต้องกลับไปรีเซ็ทแล้วนับหนึ่งใหม่อีกรอบ

 

ตอนนี้ทางศูนย์แจ้งให้ไปรับจอเก่าคืนแล้วครับ (ซ่อมเสร็จแล้วน่ะแหล่ะ) ก็คงจะกลับไปใช้จอเก่าล่ะนะ ส่วนไอ้จอฉุกเฉินนี่... จะเอาไว้ทำอะไรดีล่ะ (จะต่อสองจอโต๊ะก็ไม่พอวาง เปลืองไฟอีกต่างหาก )

 

ปลดระวาง Sound Blaster Live! Value

posted on 21 Sep 2009 14:19 by ninkungz  in Life

ย้อนไปเมื่อคืนรอยต่อระหว่างวันที่ 13 และ 14 กันยายน  ผมเกิดตัดสินใจจะกลับไปใช้การ์ด SB Live! อีกครั้ง หลังจากเปลี่ยนมาใช้ Sound on Board มาระยะหนึ่ง (กลับไปอ่านได้ที่ เปลี่ยนมาใช้ Sound on Board ) แต่พอดึงสายจาก sound on board มาเสียบที่ SB Live! ก็พบว่าเสียงไม่มี แถมเน็ทเข้าไม่ได้ด้วย สุดท้ายก็เลยรีสตาร์ทเครื่องอีกที แล้วทุกอย่างก็เริ่มขึ้น...

 

**คำเตือน**

เอ็นทรี่นี้ถือเป็นจำพวก "ไดอารี่" หรืออยากเขียนสบาย ๆ จึงไม่ได้ออกแบบเพื่ออธิบายให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกอ่านเข้าใจได้ ดังนั้นเราให้สิทธิ์คุณ "มึน" ได้ตามใจฉัน แต่โปรดอย่าคอมเม้นท์ทำนองว่า "เขียนรัยอ่ะ อ่านไม่รู้เรื่องเรยย~" หากไม่พอใจเรายินดีให้คุณออกไปอ่านเรื่องของคนอื่นตามใจชอบ

 

 

กลับเข้าเรื่องเหอะ..

พอรีสตาร์ทกลับมาผมก็พบว่ายังไม่มีเสียงจาก SB Live! อยู่ดี พอไปดูที่ Device Manager ก็พบว่า SB Live! หายไปแล้ว ยังไม่พอครับ... ชิป Network (หรือ Lan น่ะแหล่ะ) ยังหายไปด้วย!! ทำให้มองไม่เห็นเร้าเตอร์ต่อเน็ทไม่ได้ ผมก็เลยรีสตาร์ทอีกครั้ง.... คราวนี้มืดสนิท จอดับไปเลย...

ตัวการก็คือ SB Live! นี่ล่ะครับ มันชอบเคลื่อนเวลาไปขยับสายอะไรข้างหลังเคส พอมันเคลื่อนที บางครั้งก็ทำให้ขึ้นจอฟ้า บางทีก็ถึงขั้นทำให้เปิดไม่ติดเลยทีเดียว (ผมเคยต้องลงวินโดวส์ใหม่เพราะเข้าวินโดวส์ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่สาเหตุจริง ๆ คือมันเคลื่อนนี่แหล่ะ )

ผมยกเคสออกมาเปิดฝา และตัดสินใจถอดเจ้า SB Live! ออกมา แล้วเอาออกมาเลยหลังจากปล่อยอยู่ในเคสโดยไม่ใช้มาเป็นปี (ใช้วิธี Disable เอาจากในวินโดวส์) จากนั้นก็เอาเทปใสปิดช่องหลังเคสที่เคยเป็นที่อยู่ของมันซะ (กันจิ้งจกเข้า)

 

และนี่คือโฉมหน้าของมันครับ...

 

 

นี่คือ Sound Blaster Live! Value รุ่นแรกสุด ที่ออกมาเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ราคาที่ซื้อตอนนั้นประมาณ 2250 บาทมั้ง  โดย Live! Value รุ่นแรกจะไม่ต่างจาก Live! รุ่นปกติเลย ถ้าไม่นับตรงที่ไม่มี Extension Card สำหรับต่อพอร์ตชั้นสูงทั้งหลายติดมาด้วย ทำให้บนตัวการ์ดยังมีช่องเสียบ Extension และช่องเชื่อมต่ออื่น ๆ อยู่เหมือนรุ่นปกติ

แต่ Live! Value รุ่นหลัง ๆ ตัดออกเรียบเลยครับ


 

นี่คือสภาพพอร์ตด้านหลัง จะเห็นว่ามีช่องเสียบจอยด้วย สมัยก่อนจะขาด sound card ไม่ได้เลยถ้าจะใช้จอย และถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าปลายแผงเหล็กด้านขวามันงอ ๆ นั่นก็เพราะถ้าไม่งอมันจะติดเคสครับ นี่ล่ะมั้งสาเหตุที่ทำให้มันเคลื่อนบ่อย (ซื้อเคสกี่ตัวเป็นหมด จะว่าไป... คนเอาเมนบอร์ดใส่เคสก็คนเดิมทุกทีเลยนี่หว่า..)

 

พอเอามันมาดู ก็นึกถึงสมัยที่ไปซื้อมา ตอนนั้น CPU เพิ่งแบ่งเป็นรุ่นปกติกับรุ่นประหยัด (Celeron เพิ่งออกมา) ไม่มีการซอยระดับยิบย่อยแบบปัจจุบัน (ทั้งรุ่น เทพ  เกือบเทพ  เกือบเกือบเทพ  กลาง กลางกลาง  ประหยัด  ประหยัดโคตร  ประหยัดโคตรโคตร  ประหยัดโคตรโคตรโคตร ) การ์ดจอก็ไม่มีแบ่ง มีแค่รุ่นใหม่แรงกว่ากับรุ่นเก่าแรงน้อยกว่า (เดี๋ยวนี้เรอะ... ) กลับกัน.. ตอนนั้นฮาร์ดดิสก์ดันมีหลายยี่ห้อกว่าสมัยนี้ (แถมตอนนั้น Western Digital เป็นอะไรที่คนไทยยี้สุด ๆ ด้วยนะ) โลกมันหมุนเร็วดีแฮะ


 

ลาก่อน...

ใจจริงผมอยากกลับไปใช้มันอีกนะ ถึงเสียงโดยผิวเผินมันจะสู้ sound on board ที่ผมใช้อยู่ไม่ได้ แต่โดยลึก ๆ แล้วมันมีอะไรที่ดีกว่าเยอะครับ  น่าเสียดายที่ทาง Creative ไม่ทำไดร์เวอร์ออกมาสนับสนุนอีกแล้ว (Windows 7 ใช้ไม่ได้แน่ ๆ หรือถึงใช้ได้ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ) ถึงจะทนใช้ไปก็คงต้องปลดมันสักวัน

ตอนนี้ก็ปลดฮาร์ดแวร์อายุเกิน 10 ปีไปสองตัวแล้ว (อีกตัวก็คีย์บอร์ดไง) เหลือแต่ Floppy Disk Drive นี่ล่ะ ที่อยู่ยงคงกระพันเหลือเกิน (ขืนไม่มีก็ลง Windows XP ไม่ได้น่ะสิ แต่ Vista กับ 7 คงไม่ต้องใช้แล้วล่ะนะ)

 

ลาก่อน เจ้า SB Live! อยู่ด้วยกันมา 10 ปี ไม่เคยเอาออกมานอกเคสเลย (ยกเว้นตอนอัพเกรดเครื่อง) นอนหลับให้สงบในกล่องเถิดนะ

 

 

 

SB Live! : "ตูยังไม่ตายนะเฟ้ย!!"

 

NinkungZ View my profile


Favourites


View My Stats