Technic

 

 

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อช่วงหัวค่ำของวันที่ 16 มิถุนายน ผมตื่นขึ้นมาจากการหลับอันยาวนาน เดินมาที่คอมพ์ เสียบปลั๊ก กด Power แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ... กลับมาเลื่อนเม้าส์หวังจะคลิกรูปหน้าตัวเองเพื่อจะล็อกอินเข้าไปเช็คข่าวสาร แต่สิ่งที่ผมเห็นบนจอนั้น..มันไม่ใช่อ่ะ มันเป็นหน้าต่างวินโดวส์แบบ classic ที่ไตเติ้ลบาร์เขียนไว้ว่า "Startup Repair" หายนะ เริ่มขึ้นจากตรงนั้น ...

 

 

 

คำเตือน
เอ็นทรี่นี้เข้าใจยากมาก ผ่านได้ก็ผ่านไป ถึงจะเม้นว่า "ไม่รู้เรื่องเลยแฮะ" ก็ไม่ดีใจหรอกนะ
ขอบคุณที่ใช้บริการ

 

 

สำรวจความเสียหาย

หลังจากนั่งจ้องแถบวิ่งในหน้าต่าง Startup Repair ไปพักใหญ่มาก เครื่องก็รีสตาร์ทแล้วกลับเข้าวินโดวส์ได้อีกครั้ง แต่ก็พบว่า... Gadgets ไม่ขึ้น เปิดโปรแกรมอะไรไม่ได้ Avast! ขึ้นกากบาทแดงแจ้งว่าหยุดทำงาน  และมีให้กดเพื่อ Fix it ซึ่งพอกดไปแล้วรีสตาร์ทเครื่อง ทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ ยกเว้น.... มีไอ้หน้าต่างนี้ขึ้นมาเตือนทุกครั้งที่เข้าวินโดวส์
 

พอเหลือบดูไอค่อนของโปรแกรมที่เป็นเจ้าของแจ้งเตือนนี้ ก็พบว่ามันเป็นของ AMD VISION Engine Control Center หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือโปรแกรมปรับแต่งของไดร์เวอร์การ์ดจอ ATI/AMD นั่นเอง ก็ลงใหม่สิ... มันก็ยังขึ้นมา ลงใหม่กี่ทีมันก็ยังขึ้นมาหลอนทุกครั้งที่เข้า Windows

ตอนนั้นคิดว่าน่าจะจับภาพ error นี้เก็บไว้อัพบล็อก ก็เปิด Paint.NET มาเพื่อ paste ภาพ แต่แล้วก็พบว่า มันปิดตัวเองไปเฉย!! หลังจากนั่งวิเคราะห์และทดลองสักพักก็สรุปได้ว่า... .NET Framework มันพัง!!

 

 

.NET วุ่นวายกับนายนินคุง

มันคืออะไรไอ้ .NET Framework นี่? ให้เข้าใจง่าย ๆ ก็... ถ้าโปรแกรมไหนมันต้องการ .NET Framework ด้วย คุณก็ต้องมีมาให้มัน แค่นั้นล่ะ ถ้าไม่มีหรือพังไป ก็จะเปิดโปรแกรมนั้น ๆ ไม่ได้  ซึ่ง.. AMD VISION Engine Control Center (ชื่อยาวชิบ) กับ Paint.NET เป็นตัวอย่างโปรแกรมที่ต้องการมัน

เวรล่ะสิตู Paint.NET นี่ เหมือนเป็นโปรแกรมคู่ใจกันเลย ขาดมันไปธุรกิจอัพบล็อกตูต้องฝืดเป็นแน่ (ช่วงนี้ก็ฝืดอยู่แล้วนี่ Foot in mouth) ก็พยายามค้นหาวิธีแก้กันสุดขีดครับ ต้องกู้ชีพมันมาให้ได้ ผลคือพบอยู่ 2 วิธี... ได้แก่

  • วิธีที่ 1 เอาออกแล้วใส่ใหม่ - ให้เปิด Control Panel แล้วเข้าไปที่ Uninstall a program แล้ว จากนั้นคลิกที่ Turn Windows features on or off แล้วกา Microsoft .NET Framework 3.5.1 ออกแล้ว OK จากนั้นกลับเข้าไปใหม่ แล้วกามันกลับมาใหม่ แค่นี้แหละ
     
  • วิธีที่ 2 sfc /scannow - เข้า Command Prompt ในมาด Administrator (คลิกขวาที่ไอค่อน Command Prompt แล้วเลือก Run as administrator) จากนั้นพิมพ์ sfc /scannow แล้ว enter นั่งรอจนมันเสร็จกิจ

แต่หลังจากทดลองทั้ง 2 วิธีครั้งแล้วครั้งเล่า ก็แก้ไม่ได้ครับ สาเหตุเพราะกรณีของผมมันน่าจะพังที่ registry ไม่ใช่ไฟล์หาย (เพราะดูแล้วไฟล์ก็ยังอยู่) หลายคนอาจสงสัยว่า เอ.. ไปโหลด .NET มาลงใหม่ไม่ได้หรือ? ไม่ได้ครับ เพราะ Windows 7 (และ Vista) ถือว่า .NET Framework ตั้งแต่ 2.0 ถึง 3.5.1 เป็น ส่วนหนึ่งของระบบ ห้ามถอดออกเด็ดขาด!! (แล้วก็เลยเถิดไปถึงไม่มีให้เอามาลงทับด้วย Tongue out)

แล้วจะทำยังไงต่อไป...

 

 

ในที่สุด.. Reinstall Windows

บางคนอาจไม่รู้ว่า Windows 7 ให้เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการลงวินโดวส์ใหม่มาด้วย (และได้ข่าวว่าจะแจ่มยิ่งขึ้นใน Windows 8) ไม่ต้องมานั่ง format ใหม่ให้เสียเวลาแต่อย่างใด วิธีการเข้าถึงมันทำได้ดังนี้

  1. เปิด Action Center ขึ้นมา (ไอ้รูปธงขาวตรง System tray นั่นล่ะ) จะเจอไอค่อน Recovery อยู่ คลิกเลย
  2. จะเห็นหัวข้อเดียวคือ System Restore ใครจะลองทางนี้ก่อนก็ได้นะ แต่ผมไม่ได้ฟ่ะ Tongue out ไม่ต้องสน ให้คลิกที่ลิ้งค์ Advanced recovery methods
  3. แล้วคุณจะเจอมัน!!
     

ในหน้าต่างนี้มีทางเลือก 2 ทางในการกู้คืนระบบ คือ

  • เรียก Windows ที่สำรองไว้ใน System Image คืนมา - วิธีนี้คุณต้องเคย Create system image ไว้ (สร้างได้จาก Backup and Restore) วิธีนี้ข้อมูลในไดร์ว C: จะถูกแทนด้วย Image ที่สร้างไว้หมดเลย...
     
  • Reinstall Windows - ติดตั้งวินโดวส์ใหม่ ต้องมีแผ่นติดตั้งด้วย ถ้าคุณซื้อโน้ตบุ๊คที่แถมวินโดวส์มา ต่อให้เขามีแผ่นให้ก็อาจจะใช้ไม่ได้ ต้องเป็นแผ่นจากวินโดวส์แบบกล่องเท่านั้น (OEM แบบกล่องขาวก็ใช้ได้ครับ) วิธีนี้เหมือนจะแจ๋ว แต่ทำแล้วสภาพเหมือน format ลงใหม่น่ะแหละ (แค่ไม่ต้อง format แค่นั้น) โปรกงโปรแกรม เอกสงเอกสาร แอพดาต้งดาต้า หายโม้ดดดด แต่ถ้าโชคดีที่เหลือเยอะ มันจะสำรองเอาไว้ให้ในโฟลเดอร์ Windows.OLD

แม้ผมจะเคยทำ System Image ไว้ แต่รู้สึกว่า Reinstall เอาดีกว่า ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมการก่อน...

 

 

ได้เวลาอพยพ

ก่อนจะทำให้วินโดวส์กลับมาเหมือนใหม่ ก็ต้องสำรองไฟล์ก่อน แม้ในขั้นตอนการ Reinstall จะมีการ Backup ให้ด้วย แต่ก็มีของสำคัญที่คุณต้องสำรองเอง 2 อย่าง

  1. ลำดับไดรว์ - คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ อาจจะไม่มีปัญหา แต่พอแก่ตัวขึ้นก็เริ่มจะจำลำดับไดร์วไม่ได้ล่ะ ยิ่งมีฮาร์ดดิสก์ 3 ตัว ตัวละ 3 พาร์ติชั่นนี่ จำไม่ไหว แถมวินโดวส์มันจะมั่วลำดับได้น่าดูชมมาก วิธีการจำที่ง่ายที่สุดคือ เปิด (My) Computer ขึ้นมา แล้วจับภาพเอาไว้...
     
  2. สิทธิ์การติดตั้งซอฟต์แวร์ - ด้วยเหตุที่ละเมิดลิขสิทธิ์กันหนาหู บ้างก็เอาคีย์ไปเที่ยวแจกชาวบ้าน ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์บางรายเลยใช้วิธีจำกัดครั้งที่ลงได้มันซะเลย โดยจะพบบ่อยในหมู่เกมกล่อง ดังนั้นใครที่สนับสนุนแผ่นแท้ต้องลำบากสักนิดเพื่อเรียกสิทธิคืน บางเกมอาจให้เรา Uninstall เพื่อได้สิทธิ์คืน 1 ครั้ง บางเกมก็ทำเป็นโปรแกรมถอนคืนสิทธิ์ (เช่น Spore) ก็หาวิธีกันไป...

นอกนั้นก็อย่าลืมเตรียมพวกไดร์เวอร์และแผ่นหรือตัวติดตั้งโปรแกรมเอาไว้ด้วย จะได้ลงได้ทันที (ไม่มีก็นั่งโหลดไปสิ)

และเพื่อให้การ Backup ใช้เวลาน้อยลง ควรล้างแคชของเบราว์เซอร์หรือทำ Disk Cleanup ก่อน Reinstall ก็ดี (โดยเฉพาะแคชของ Firefox 4 นี่ตัวดี เวลา backup กว่าครึ่งหมดไปกะมันนั่นแหละ ดันลืมล้าง Tongue out)

 

 

เริ่ม Reinstall ซะที...

ขั้นตอนการ Reinstall นั้น.. ไปดูที่ How To Reinstall Windows 7 Easily กันเอาเอง (ชักขี้เกียจ Foot in mouth) โดยในขั้นตอนการ Reinstall จะมีถามด้วยว่าจะ Backup มั้ย? เพราะไฟล์เอกสารและ setting ต่าง ๆ หายหมดจริง ๆ นะ (ยกเว้นโชคดี อาจจะเก็บไว้ใน Windows.OLD ให้หมดจด) อันนี้ก็ตัดสินใจให้ดี ว่าจะพึ่ง Backup ของวินโดวส์ (ซึ่งจุกจิกนิดหน่อยเวลาเรียกคืน) หรือสำรองด้วยตัวเอง (อิสระและเรียกคืนง่ายกว่า)

  • หากอยากสำรองข้อมูลอื่น ๆ ด้วยตัวเอง ก็อย่าลืมเข้าไปที่ C:\Users\ชื่อผู้ใช้\AppData\ เพื่อไปเก็บไฟล์ setting ต่าง ๆ โดยเฉพาะ Firefox, uTorrent และพวกเกมอาจจะเซฟไว้ในนี้ เมื่อเข้าไปแล้วจะพบ 3 โฟลเดอร์ ซึ่งโดยปกติข้อมูลสำคัญ ๆ จะอยู่ในโฟลเดอร์ Roaming แต่บางโปรแกรมจะอยู่ที่ Local แทน (เช่น Google Chrome) ถ้าของโปรแกรมไหนเห็นอยู่ทั้ง 2 ที่ ข้อมูลที่จำเป็นจริง ๆ จะอยู่ใน Roaming มากกว่า (อย่างกรณี Firefox จะเอา local ไว้ยัดแคชเท่านั้น ไม่ต้องไปสำรองมันนะ)
  • การ Reinstall จะใช้ระยะเวลานานกว่าการติดตั้งแบบสดใหม่นิดหน่อย ต้องตั้ง UserAccount และ Security กันใหม่ ไม่ต้องใส่ serial ใหม่นะแต่ดันต้อง Activate ใหม่ โดยวินโดวส์จะ Activate ให้เองภายใน 3 วัน (กดให้ Activate เลยก็ได้) แต่ได้ยินว่ามันจะ Auto แค่ 5 ครั้ง หลังจากนั้นต้องทำผ่านโทรศัพท์...
เมื่อทุกขั้นตอนเสร็จสิ้น ก็จะมีการถามว่าจะเอาไอ้ที่ Backup ไว้ตะกี้กลับมามั้ย? (Restore my files) ไอ้ผมก็เลือก Restore เลย แต่ไฟล์มันดันไม่มาซะงั้น อะไรเนี่ย?

 

 

เรื่องยากลำบากเริ่มขึ้น...

ในที่สุดก็พบว่าวินโดวส์มันเห็นว่าเราเป็น user อื่น มันเลยไม่ restore ไฟล์เก่าเข้าไปให้ ต้องสั่ง restore ไว้ที่โฟลเดอร์อื่นแล้วก็อปกลับเข้าที่เอง ถึงจะได้ เอ่อ.. เมิงทำท่าเหมือนจะอำนวยความสะดวกเต็มที่เลยนะ ไหงดันทำให้ตูลำบากกว่าสำรองข้อมูลเองล่ะนั้น Foot in mouth

  • ก่อนอื่นก็ต้องเข้า Disk Management เพื่อไปเปลียนลำดับไดรว์ เพราะมันมั่วไปหมด...
     
  • อย่าลืมเข้าไปตั้ง Region and Language ด้วย เพราะในขั้นตอนการ Reinstall ไม่มีให้ตั้งก่อนแบบตอนติดตั้ง เราต้องมาตั้งเองทีหลัง
     
  • สำรวจดูในไดรว์ C: ก็พบโฟลเดอร์ Windows.OLD ขนาดมหึมาร่วม 30 กิ๊ก พอเข้าไปดูข้างในพบว่ามันก็อปโฟลเดอร์ Windows, Program files, Users, ProgramData (เฉพาะโฟลเดอร์นี้ที่ถูกซ่อนอยู่ บางโปรแกรม/เกมเซฟข้อมูลไว้ที่นี่ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะกู้คืนครับ) ของเก่าเอาไว้ ส่วนโฟลเดอร์อื่น ๆ ใน C:\ ที่ผมสร้างเองหรือโปรแกรมอื่นสร้างไว้ มันก็อยู่ที่เดิมของมัน ไม่ได้ถูกลบหายหรือย้ายที่แต่อย่างใด
  • หากมั่นใจว่าไม่เอาอะไรใน Windows.OLD แล้ว สามารถลบมันออกผ่านทาง Disk Clenup โดยต้องกดเข้าไปที่ Cleanup System Files ถึงจะโผล่มาให้ลบ
  • หลังจากลงไดร์เวอร์จนครบ กระบวนการอัพเดตวินโดวส์อันยาวนานก็เริ่มขึ้น อัพเดตชุดนึงเสร็จ พอรีสตาร์ท มันก็มาอีก รีสตาร์ทอีก มันก็มาอีก ไม่จบสิ้นสักที และที่สำคัญคือ Service Pack 1 ที่คิดว่าจะลดเวลาอัพเดตได้มากโข ดันไม่โผล่มาซะที ที่ไหนได้... ถ้าปล่อยให้ Windows Update มันแจ้งอัพเดตเอง ยังไง ๆ ก็ไม่มา ต้องกด Check for update เอง 1 ที นั่นไง Service Pack 1 โผล่มาแล้ว Sealed
  • แต่ลง SP1 ไปแล้วเรื่องก็ยังไม่จบ เพราะ .NET Framework ขึ้นมาให้อัพเดตครั้งแล้วครั้งเล่า (เมิงจะหลอนตูไปถึงไหน Foot in mouth)

หลังจากผ่านการอัพเดตอันยาวนาน ผมตัดสินใจทำ System Image ไว้ตรงนี้ ขนาดล่อไป 20 GB ทีเดียว ขนาด Cleanup แล้วนะ (ถ้าไม่ลง Service Pack 1 มันแค่ 5 GB เอง) ถัดจากนี้ก็ลงโปรแกรมไปเรื่อย ๆ ...  

  • Firefox ลงเสร็จ ก็ก็อปโฟลเดอร์ Profile กลับ (ต้องปิด Firefox อยู่นะ) ก็ได้เบราว์เซอร์ที่คุ้นเคยคืนมา มี Bookmark มี Extension ครบพร้อมใช้
     
  • เกม Torchlight ที่ผมกังวลว่าต้องเสียสิทธิ์การ Activate ไป 1 ครั้งแหง ๆ กลับไม่ต้อง Activate อีกถ้าลงทับของเก่า (ซึ่งลงไว้พาร์ติชั่นอื่น) และก็อปโฟลเดอร์ runics games ใน AppData กลับมาแล้ว
     
  • จากนั้นก็เพลิดเพลินกับการลงโปรแกรมอื่น ๆ ..

 

 

ส่งท้าย

ก็ต้องขออภัยที่หายไปนาน แถมกลับมาก็เขียนเรื่องมึน ๆ เลย ไม่เป็นไร ต่อไปจะอัพเรื่องปกติติด ๆ กันแล้ว (มั้ง Foot in mouth)

จากเหตุครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้ทราบว่า Windows 7 นั้น มีจุดอ่อนบ้าบอคอแตกอยู่พอสมควร 1. คือ ระบบป้องกันของมันหนาแน่นเกิน ทำให้บางครั้งมีอะไรพัง มันก็ป้องกันไม่ให้เราแก้ตรงนั้นซะงั้น เหมือนหมาติดอยู่ในบ่อแล้วแว้งกัดคนที่จะมาช่วยไม่มีผิด  2. คือ ไอ้ระบบซ่อมแซมของมันน่ะ บางทีก็บ้าซ่อมอยู่นั่น เห็นบางคนเจออาการ Startup Repair โผล่ไม่สิ้นสุด ซ่อมเสร็จถึงจะเข้าวินโดวส์ได้ ไอ้นั่นไอ้นี่ก็พังไปไม่น้อย แต่มันก็ลอยหน้าลอยตาทำเป็นเหมือนไม่มีอะไร (กวนจริง Foot in mouth)

ได้ข่าวว่าใน Windows 8 จะมีฟังก์ชั่น Reset Windows คือทำให้เหมือนลงใหม่ ถอดโปรแกรมทิ้งหมดด้วย แต่ไฟล์เอกสารกับพวก setting อยู่ครบ น่าจะสะดวกกว่า Reinstall ใน Windows 7 พอดูนะ

 

แต่เชื่อเถอะ... มันต้องมีอะไรบ้าบออีกแน่ ๆ Tongue out

 

ป.ล. ถ้าเป็นอีก คิดไว้ว่าอยากจะหนีไปใช้ Ubuntu แต่พอมานึกดี ๆ ผมทำมันพังบ่อยกว่าวินโดวส์อีกแฮะ Foot in mouth

64 บิต ได้อะไร?

posted on 24 Jan 2011 10:39 by ninkungz in News-Talk, Software, Technic

ต้องขออภัยอีกรอบครับ ว่าจะอัพต่อเนื่องจากเอ็นทรี่ก่อนแบบติด ๆ แต่ดันไข้ขึ้นซะงั้น ตอนนี้ก็ดีขึ้นหน่อยแล้ว เลยพอจะมาต่อได้ เอาล่ะ...

สำหรับวันนี้ผมจะมาพูดถึงวินโดวส์แบบ 64 บิต ซึ่งบังเอิญ (มั้ง Foot in mouth) ที่ผมได้ใช้กะเขาด้วย ก็เลยมาแชร์ประสบการณ์ว่า มันดีแค่ไหน? มันเร็วกว่า 32 บิตรึเปล่า?  หากใครสงสัย วันนี้อาจจะได้กระจ่าง...

 

 

กว่าจะถึงยุค 64 บิต

ย้อนกลับไปช่วงรอยต่อระหว่างยุค 16 บิต และ 32 บิต ตอนนั้นไม่มีอะไรมาก CPU ยอดฮิตอย่าง 486DX2-66 แอบรองรับ 32 บิตอยู่แล้ว รอก็แต่ระบบปฏิบัติการแบบ 32 บิตโผล่มาตู้มเดียวเท่านั้น แล้วระบบปฏิบัติการที่ว่าก็ไม่ใช่ใคร Windows 95 นั่นเอง (จริง ๆ มี Windows NT เป็น 32 บิตอยู่ก่อนแล้ว แต่ผมถือว่าการเปลี่ยนยุคสมัยต้องครอบคลุมผู้ใช้ตามบ้านด้วย) เทียบกับ Win 3.x ที่เป็น 16 บิตแล้ว เจ้า Win95 นี่ปรับปรุงอะไรไปมากมาย จนทำให้รู้สึกว่า 32 บิต ทำอะไร ๆ ได้มากมายกว่า 16 บิตยิ่งนัก

แต่ 64 บิตกลับไม่งดงามแบบนั้น ตั้งแต่ CPU แบบ 64 บิตที่ออกมารอจนเง็ก พอ MS ปล่อย Windows XP x64 มา คนก็ยี้ เพราะหาไดร์เวอร์ยากมาก ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปจนถึง Windows Vista/7 เออ ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ค่อยเล่นด้วยหน่อย ปัญหาไดร์เวอร์เริ่มลดลง ผลก็คือ การใช้ Windows แบบ 32 บิต กับ 64 บิต ไม่ทำให้รู้สึกว่าแตกต่างกันอีกต่อไป ... หา? แค่ไม่รู้สึกแตกต่างกันเหรอ ไม่ได้รู้สึกเร็วลื่นขึ้นหรืออะไรทำนองนั้นเลยเหรอ? อืมม์ ส่วนตัวขอบอกว่า ไม่รู้สึก Innocent

 

แล้วใช้ 64 บิตจะได้อะไร? ก็ได้...

 

 

1. ได้เฮ

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงเคยเดินทางไปยังเว็บไซต์เจ้าของโปรแกรมแล้วคลิกดาวน์โหลดด้วยตัวเองกันมาบ้าง และก็คงเคยเหลือบไปเห็นว่ามันมีแยกเป็นเวอร์ชั่น x64 ด้วย
 

นี่ล่ะความต่าง หากใช้วินโดวส์ 32 บิตเข้ามา ก็คงรู้สึกว่า "อืมม์ มีด้วยเหรอ เออ อืมม์" แต่หากท่านใช้วินโดวส์ 64 บิตเข้ามา... "เฮ้ย!!!! มีเวอร์ชั่น 64 บิตด้วย เยี้ยกกกก~ กรู้วววว!!!" อะไรประมาณนั้นทีเดียว Foot in mouth ไอ้โปรแกรมแบบมีเวอร์ชั่น 64 บิตแยกให้เลือกนี่ โดยปกติจะมี 2 จำพวกครับ คือ

  1. จำเป็นต้องแยก - คือ.. ถ้าคุณใช้วินโดวส์ 64 บิต ยังไง ๆ ก็ต้องเลือกใช้มันล่ะ เพราะ 32 บิตจะใช้ไม่ได้ ด้วยเหตุผลทางเทคนิค โดยมากโปรแกรมจำพวกนี้จะมีการทำงานที่ไปยุ่งกับระบบมากเกินไป เช่นพวกโปรแกรม Security หรือบำรุงซ่อมแซมระบบทั้งหลาย
     
  2. แบบมีไว้เป็นโบนัส - อันนี้ก็คือ จริง ๆ ใช้ 32 บิตก็ได้นะถ้าต้องการ แต่มี 64 บิตไว้ให้เฮ เพราะใช้แล้วจะเร็วขึ้น (หน่อยนึง) หรือบางทีก็มีไว้เพราะ 64 บิตยังไม่รองรับอะไร ๆ เต็มที่ เช่นพวกเว็บเบราว์เซอร์ คุณจะเห็นว่ามันเป็น 32 บิตกันหมด (เว้น IE ที่มีแบบ 64 บิตด้วย) เพราะถ้าใช้โปรแกรมแบบ 64 บิตแล้ว พวก Plug-in (ไม่ใช่ Add-on หรือ Extension นะครับ เราเจาะจงที่ Plug-in ใครเรียกปนกันมั่วก็มึนไป) ก็ต้องเป็น 64 บิตไปด้วย ไม่งั้นมันจะคุยกันไม่รู้เรื่อง อย่างเว็บเบราว์เซอร์นี่ ส่วนใหญ่ก็รอ Adobe Flash แบบ 64 บิตนี่ล่ะ

นอกจากแบบแยกเวอร์ชั่นแล้ว บางโปรแกรมก็มาแบบแพ็คคู่เลย คือตัวติดตั้งตัวเดียวยัดมันมาทั้ง 32 บิต 64 บิตนั่นแหละ ตัวอย่างโปรแกรมจำพวกนี้ก็ได้แก่ Paint.NET กับ CCleaner (ฮิตทั้งคู่เลย) ซึ่งเนียนเป็น 64 บิตกับเขาด้วย อ้าว เล่นเนียนมาแบบนี้ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอันไหน 64 บิต หรือ 32 บิต ง่าย ๆ ครับ ก็แค่เปิด Task Manager ขึ้นมา (กด Ctrl + Shift + ESC)
 

ถ้าโปรแกรมไหนทำงานแบบ 32 บิต ก็จะมี *32 ต่อท้ายที่ชื่อ แค่นั้นเอง (ถ้าไม่มีก็ 64 แน่นอน)

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนอาจเพิ่งสะกิดใจ เอ๋? มันใช้โปรแกรมแบบ 32 บิตได้ด้วยรึ? ใช่ได้สิ Foot in mouth  แต่รู้สึกว่าใช้โปรแกรมแบบ 16 บิตไม่ได้แล้วนะ (มีใครเก็บไว้บ้างเนี่ย)

 

 

2. ได้มี Program Files 2 อัน

โดยปกติโฟลเดอร์ Program Files นั้น มีไว้เก็บโปรแกรมที่เราติดตั้งไว้ในเครื่อง (แต่ย้ายไปลงโฟลเดอร์อื่นก็ได้นะ) และจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันดันโผล่มา 2 ตัว...
 

อะ อะไรกันนี่!!! ทำไมมี 2 ที่ล่ะ? ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แค่..

  • Program Files - (เฉย ๆ ไม่มีอะไรต่อท้าย) มีไว้สำหรับโปรแกรมแบบ 64 บิต
  • Program Files (x86) - มีไว้สำหรับโปรแกรมแบบ 32 บิต

ง่ายจะตาย แต่ไม่ต้องกังวลว่าตอนติดตั้งโปรแกรมจะเลือกผิด เพราะเมื่อวินโดวส์ตรวจพบว่าเราติดตั้งโปรแกรมแบบ 32 บิต มันจะจ่ายโฟลเดอร์ Program Files (x86) ให้ตัวติดตั้งเอง ... ถ้าตัวติดตั้งไม่ได้เขียนมาแบบงี่เง่า ๆ นะ Foot in mouth

แน่นอนว่าถ้าอยากจะติดตั้งไว้ที่อื่นนอกเหนือจาก Program Files ก็ยังทำได้เหมือนปกติ (แต่รู้สึกความปลอดภัยจะลดลงนิดหน่อย)

 

 

3. ได้ใช้ RAM เต็ม ๆ

หนึ่งในคำถามยอดฮิตในห้อง Pantip TechExchange Hardware คือ "ทำไมผมใส่ Ram 4 GB แล้วมันเห็นแค่ 3 กิ๊กกว่า ๆ เองล่ะครับ" และคำตอบแรกก็ไม่ต้องเดาเลยว่าต้องเป็น "เอาวินโดวส์ 7 64 บิตมาลงสิครับ" (สมัยนี้คงไม่มีใครแนะนำ Vista แล้ว ส่วน XP 64 บิต ก็ปัญหาเยอะไป) นั่นแล...
 


ในภาพยก RAM ให้ชิปกราฟิกไป มันเลยไม่เต็มนะ Foot in mouth

 
หากใส่ RAM 4 GB หรือมากกว่า ในเครื่องที่เป็นใช้วินโดวส์แบบ 32 บิต ก็จะใช้ RAM ได้ไม่เกิน 3.25 GB เท่านั้น ที่เป็นแบบนี้เพราะมันถึงขีดจำกัดของระบบ 32 บิตแล้วนั่นเอง ดังนั้นถ้าอ